การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(Echocardiography) เป็นการตรวจหัวใจโดยใช้เครื่องมือที่มี ประสิทธิภาพสูง ทำงานโดยอาศัยหลัก การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งส่งออก มาจาก ผลึกแร่ชนิดพิเศษ และเมื่อรับสัญญานคลื่นเสียงที่ส่งออกไป นำมาแปรสัญญาน เป็นภาพขึ้น จะทำให้สามารถเห็นการทำงาน ของหัวใจ ขณะกำลังบีบตัว และคลายตัว และโดยการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้ เราสามารถเห็น การไหลเวียนของเลือดผ่านช่องหัวใจ ห้องต่างๆเป็นภาพสี และเห็นการทำงาน ปิด-เปิด ของลิ้นหัวใจทั้งสี่ลิ้นได้ ภาพแสดงขณะกำลังตรวจหัวใจด้วยเครื่องผ่านทางผนังทรวงอกด้านหน้า
หลักการทำงาน คลื่นเสียงความถี่สูงจะถูกส่งผ่านออกจากหัวตรวจที่เราเรียกว่า transducer ส่งไปที่หัวใจ ทำให้เกิดคลื่นเสียงสะท้อนกลับ เรียกว่า echo และระยะเวลา ที่ใช้ในการเดินทางของคลื่นเสียงสะท้อนกลับ จะแปรเปลี่ยนตามระยะทางที่ใช้ซึ่งก็คือ ระยะห่างของโครงสร้าง ต่างๆใน หัวใจ นั่นเอง แล้วคอมพิวเตอร์ในเครื่องจะทำการประมวลผลแปลสัญญาณออกมาเป็นภาพ ความถี่ที่ใช้ในการทำส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงประมาณ 2-10 MHz แต่ที่ใช้บ่อยที่สุดคือประมาณ 2.5-5MHz ซึ่งจะเห็นว่าเป็นย่านความถี่สูงกว่าความถี่เสียงที่คนเราได้ยินคือ 2-18KHz การใช้ความถี่ต่างกัน จะมีผลต่อความละเอียดของภาพและความสามารถในการส่งผ่านทะลุเข้าไปในเนื้อเยื่อ กล่าวคือ คลื่นความถี่ที่สูงกว่าจะให้ความละเอียดของภาพได้มากกว่า แต่ความสามารถในการทะลุเข้าเนื้อเยื่อจะได้น้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้คลื่นความถี่ 5MHz จะสามารถเห็นรายละเอียดของภาพได้ถึง 2มิลลิเมตร ขณะที่คลื่นความถี่ 3MHz จะเห็นรายละเอียด ของภาพ ได้ในระดับ 3มิลลิเมตร แต่ขณะเดียวกันถ้าผู้ป่วยที่มีลักษณะอ้วนหรือตัวใหญ่ คลื่นที่มีความถี่สูงซึ่งทะลุเข้าเนี้อเยื่อได้น้อยกว่าคลื่นความถี่ต่ำกว่าก็อาจจะไม่สามารถมองเห็นภาพบางส่วนที่อยู่ลึกๆได้
ประโยชน์ของการตรวจ ทำให้ได้ข้อมูลขนาดของหัวใจห้องต่างๆ วัดเปอร์เซนต์การบีบตัวของหัวใจ วัดความเร็วและแรงดันที่จุดต่างๆในหัวใจ สามารถตรวจวิเคราะห์ โรคหัวใจชนิดต่างๆ ได้แก่
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อห้วใจตายพร้อมสามารถบอกตำแหน่งของส่วนกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายได้ รวมทั้งสามารถ วัดแรงบีบตัว ของหัวใจได้ตลอดจนหน้าที่การคลายตัวของหัวใจ
โรคลิ้นหัวใจผิดปกติทั้งชนิดลิ้นหัวใจรั่วและตีบซึ่งสามารถบอกความรุแรง ของการตีบและรั่วได้ ซึ่งจำเป็นอย่างมาก ในการใช้ประเมิน ความรุนแรงก่อนพิจารณา ทำการผ่าตัดในรายที่เป็นมาก ทั้งสามารถบอกสาเหตุของโรคลิ้นหัวใจ บางชนิดได้
โรคที่เกี่ยวกับเยี่อหุ้มหัวใจ เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรัง ภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งนอกจากจะใช้บอกความรุนแรงของโรคแล้ว ยังมีส่วน สำคัญในการบอกตำแหน่งที่จะใช้เจาะดูดน้ำออก ทำให้สามารถใช้เป็นทั้งการวินิจฉัยโดยส่งน้ำที่ดูดได้ไปวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ และใช้เป็นการรักษาในรายที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจเป็นจำนวนมากมีการบีบรัดการทำงานของหัวใจ
นอกจากนี้ การตรวจด้วยเครื่องมือนี้ ยังสามารถ ใช้ประเมินอัตราเสี่ยงของผู้ป่วยโรคหัวใจ ในกรณีที่จำเป็น ต้องเข้ารับการผ่าตัดโรค ที่เกี่ยวกับอวัยวะอื่น ที่ไม่ใข่หัวใจด้วย
ภาพที่ได้จากเครื่องตรวจ จะแบ่งออกเป็น 3 แบบใหญ่ๆคือ 1. ภาพหนึ่งมิติ เราเรียกว่า M-mode ซึ่งเป็นการเห็นภาพเฉพาะในแนวลึกเท่านั้น ไม่เห็นภาพในแนวกว้าง ภาพที่ได้จะเหมือนการมองหัวใจผ่านร่องเล็กๆ ลักษณะเหมือนการมองลอดผ่านร่องบานพับประตู เมื่อนำภาพมาต่อกันในระยะเวลาต่างๆกันที่หัวใจกำลังเต้นก็จะเกิดเป็นภาพต่อเนื่องได้ ประโยชน์นำมาใช้สำหรับวัดระยะทางต่างๆในหัวใจ รวมทั้งขนาดส่วนต่างๆของห้องหัวใจ
ตัวอย่างภาพที่ได้จาก M-mode 2. ภาพสองมิติ เราเรียกว่า 2D mode = 2 dimension mode เป็นการเห็นภาพสองมิติทั้งในแนวลึกและแนวกว้าง และที่สำคัญสามารถเห็นหัวใจขณะกำลังเต้นอยู่ รวมทั้งเห็นการปิดเปิดของลิ้นหัวใจต่างๆด้วย จึงมีประโยชน์อย่างมากในการดูการเคลื่อนไหวของส่วนต่างๆในหัวใจ และเห็นก้อนที่ผิดปกติในหัวใจ 2D mode นี้ถือเป็นภาพหลักในการตรวจหัวใจด้วยเครื่องชนิดนี้
ตัวอย่างภาพที่ได้จา 2D-mode 3. ภาพคลื่นเสียง เราเรียกว่า Doppler mode เป็นการดูลักษณะรูปร่างและขนาดของคลื่นเสียงที่ผ่านจุดต่างๆในหัวใจ ซึ่งมีประโยชน์ใช้ในการประเมินความรุนแรงของภาวะลิ้นหัวใจตีบและรั่ว และคำนวณความดันของหัวใจ ณ จุดต่างๆ นอกจากนี้เครื่องยังสามารถประมวลข้อมูลที่ได้จากคลื่นเสียงสะท้อนแปลเปลี่ยนเป็นภาพสีของเลือดที่ไหลผ่านในหัวใจ เราเรียกว่า color Doppler
ตัวอย่างภาพที่ได้จาก Doppler mode
ตัวอย่างภาพที่ได้จาก color Doppler
ชนิดของเครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง การตรวจด้วยวิธีนี้มี 2 แบบคือ 1. การตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า เราเรียกว่า Transthoracic echocardiography(TTE) เป็นการตรวจปกติที่ใช้กันอยู่ 2. การตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร เราเรียกว่า Transesophygeal echocardiography(TEE) เป็นการตรวจเฉพาะราย ใช้เฉพาะกรณีที่เราต้องการเห็นรายละเอียดบริเวณหัวใจด้านหลังชัดเจนขึ้น เช่น กรณีสงสัยก้อนลิ่มเลือดในหัวใจห้องบนซ้าย, กรณีสงสัยโรคผนังหัวใจห้องบนรั่วแต่กำเนิด
ข้อห้ามในการตรวจ
กรณีการตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า (Transthoracic echocardiography) ไม่มีข้อห้ามในการตรวจ
กรณีการตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร ( Transesophygeal echocardiography) มีข้อห้ามสำหรับ โรคต่อไปนี้ ที่ไม่สามารถตรวจ ด้วยวิธีนี้ได้ คือ 1. ภาวะหลอดอาหารตีบตันหรือมีมะเร็งหลอดอาหาร 2. มีแผลในหลอดอาหารหรือมีภาวะเลือดออกในหลอดอาหาร หรือมีเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร 3. เป็นโรคที่เรียกว่า Zenker’s diverticulum 4. ผู้เข้ารับการตรวจไม่ร่วมมือ หรือมีสภาพจิตผิดปกติที่มีผลต่อความร่วมมือในการตรวจ 5. มีประวัติกลืนอาหารลำบาก หรือเจ็บเวลากลืนอาหาร ซึ่งต้องหาสาเหตุก่อนเข้ารับการตรวจ
การเตรียมตัวก่อนการตรวจและการดูแลหลังการตรวจ
กรณีตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า - ไม่ต้องงดน้ำและอาหารมาก่อนการตรวจ - ผู้รับการตรวจควรสวมเสื้อผ้าที่สามารถถอดหรือเปิดบริเวณหน้าอกได้ง่ายเพื่อสะดวกในการตรวจ (ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะให้ถอดเสื้อและเสื้อชั้นในออก และใส่เสื้อคลุมที่จัดเตรียมให้แทน) - การตรวจใช้เวลาประมาณ 30 นาที
กรณีตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร - งดน้ำและอาหาร อย่างน้อย 6 ชม.ก่อนการตรวจ เพื่อป้องกันการอาเจียนและสำลักขณะส่องกล้อง - อาจจะรับประทานยาด้วยน้ำเปล่าเล็กน้อยก่อนการตรวจได้ ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่งห้าม - กรณีมีประวัติแพ้ยา ต้องบอกแพทย์ให้ทราบก่อน เพราะขณะตรวจแพทย์จะต้องให้อมยาชาและพ่นยาชาประเภท xylocaine - กรณีมีปํญหาโรคที่เกี่ยวกับหลอดอาหาร ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อประเมินความพร้อมและความเสี่ยงก่อนการทำ - ถ้ามีฟันปลอมต้องถอดออกก่อนทำการตรวจ - การตรวจใช้เวลาอมและพ่นยาชาประมาณ 15 นาที และเวลาตรวจอีกประมาณ 30 นาที - หลังการตรวจผู้เข้ารับการตรวจจะสามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ต่อเมื่อ สามารถกลืนน้ำลายได้ตามปกติหลังหมดฤทธิ์ ยาชาแล้ว ประมาณ 1-2 ชม.หลังการตรวจ และควรเริ่มจิบน้ำดูก่อน เพื่อดูว่ามีการสำลักหรือไม่ และหลังการตรวจ อาจรู้สึกระคายคอ เล็กน้อย ถ้ามีอาการปวดรุนแรงหรือมีไข้ขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที
ขั้นตอนการตรวจ กรณีตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า - แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงราบ ตะแคงไปด้านซ้ายเล็กน้อยมือซ้ายพาดขึ้นบน และเปิดส่วนของเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกออก - เจ้าหน้าที่จะทำการติดแผ่นขั้วคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 3 จุดบริเวณ ไหล่ 2 ข้าง และบริเวณท้องอีก 1 จุด - แพทย์จะเริ่มทำการตรวจโดยใช้เจลใสป้ายบริเวณหน้าอก และใช้หัวตรวจซึ่งไม่มีความแหลมกดบริเวณหน้าอกและขยับไปมา ตามตำแหน่งที่ต้องการให้เห็นภาพ และขณะตรวจแพทย์จะปล่อยสัญญาณคลื่นเสียงในจุดต่างๆในหัวใจ ซึ่งจะได้ยินเสียงดังฟู่ๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ กรณีตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร - ขั้นแรกหลังจากมีการเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจดังกล่าวข้างต้นแล้ว แพทย์จะให้อมยาชา และพ่นยาชา เหมือนขั้นการส่องกล้องกระเพาะอาหาร - เจ้าหน้าที่จะทำการติดแผ่นขั้วคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 3 จุดบริเวณ ไหล่ 2 ข้าง และบริเวณท้องอีก 1 จุด และแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้ายก้มศีรษะลง และเริ่มใส่กล้องตรวจซึ่งเคลือบด้วยเจลหล่อลื่นผ่านปากเข้าไปในหลอดอาหารซึ่งอยู่ด้านหลังของหัวใจ - ขณะตรวจแพทย์จะมีการหมุนหัวตรวจในตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งมีการเลื่อนขึ้นลงของกล้องตรวจ เพื่อดูหัวใจตำแหน่งต่างๆ
ความปลอดภัยจากการตรวจ
การตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า ไม่มีอันตรายต่อผู้รับการตรวจ
การตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร วิธีนี้ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการตรวจได้แต่พบน้อย เช่น ผู้ป่วยบางรายอาจจะรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวกขณะตรวจ บางรายอาจมีจังหวะหัวใจเต้นผิดปกติได้ อาจมีเลือดออกปนมากับน้ำลายได้เล็กน้อยขณะตรวจ อาจเกิดภาวะหลอดลมหดเกร็งตัวชั่วคราวได้
เทคโนโลยีใหม่ๆของเครื่องตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง - เครื่องตรวจแบบสามมิติ(3D Echocardiography) โดยใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ทำให้สามารถประมวลภาพที่ได้จาก 2D mode มาสร้างเป็นภาพสามมิติ นั่นคือเห็นภาพทั้งความลึก ความกว้างและความยาวได้ และขณะนี้มีเครื่องรุ่นใหม่ๆที่พัฒนาจน สามารถเห็นภาพสามมิติของหัวใจที่เคลื่อนไหวได้ เรียกว่า 4D imaging แต่ปัจจุบันยังไม่มีใช้ทั่วไป เนื่องจากเครื่องมีราคาแพง และการทำใช้เวลานานกว่าปกติมาก แสดงภาพลิ้นหัวใจเอออร์ติค
ภาพสองมิติ(2D) ภาพสามมิติ(3D)(คลิกเพื่อขยายภาพ) ด่วน!!!ต้องการดูภาพ 4D imaging(แสดงลิ้นหัวใจเอออร์ติคกำลังเปิดปิด) คลิกที่นี่ครับ.... (177kB)
- Harmonic imaging เป็นเทคโนโลยีใหม่ของเครื่องตรวจ ที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น โดยมีการใช้พลังงานที่ความถี่ต่ำ(1.6-2.0MHz) และมีการปล่อยคืนพลังงานที่ความถี่สูงขึ้น(3.0-4.0MHz) และทำให้ทะลุผ่านเนื้อเยื่อได้ดีขึ้น
|