Untitled Document
 
       
 
หน้าแรก ติดต่อเรา แผนที่    

Untitled Document
Untitled Document
   
 
Untitled Document
   
  หน้าแรก
  เกี่ยวกับเรา
  บทความการดูแลหัวใจ
  เว็บบอร์ด
  ข่าวสารและกิจกรรม
  ห้องแสดงภาพ
  การบริการ
  ดาวน์โหลด
  คณะแพทย์โรคหัวใจ
  ลิงค์น่าสนใจ
  วารสาร
  ติดต่อเรา
  บทความสำหรับแพทย์
  บทความสำหรับนักศึกษา
  บทความสำหรับสมาชิก
  ดาวน์โหลดเฉพาะแพทย์
  ดาวน์โหลดนักศึกษา
  ดาวน์โหลดเฉพาะสมาชิก
     
Untitled Document
     เข้าระบบ

     ชื่อผู้ใช้
    
     รหัสผ่าน
    
    

       ลืมรหัสผ่าน
     สมัครสมาชิก

Untitled Document
  สมัครรับข่าวสาร
 
ชื่อ :

อีเมล์ :
 
Untitled Document
  ส่งเว็บนี้ให้เพื่อนคุณ
 
อีเมล์คุณ :

อีเมล์เพื่อนคุณ :
 
Untitled Document
 
แบบสำรวจ
 
เพราะอะไรถึงป่วยเป็นโรคหัวใจ
 





 
ดูผลโหวต
Untitled Document
 
Untitled Document
 
อัลตราซาวด์หัวใจแบบมีสี ( Echocardiography)
การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง(Echocardiography)
         เป็นการตรวจหัวใจโดยใช้เครื่องมือที่มี ประสิทธิภาพสูง ทำงานโดยอาศัยหลัก การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงซึ่งส่งออก มาจาก ผลึกแร่ชนิดพิเศษ และเมื่อรับสัญญานคลื่นเสียงที่ส่งออกไป นำมาแปรสัญญาน เป็นภาพขึ้น จะทำให้สามารถเห็นการทำงาน ของหัวใจ ขณะกำลังบีบตัว และคลายตัว และโดยการใช้เทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้ เราสามารถเห็น การไหลเวียนของเลือดผ่านช่องหัวใจ ห้องต่างๆเป็นภาพสี และเห็นการทำงาน ปิด-เปิด ของลิ้นหัวใจทั้งสี่ลิ้นได้

ภาพแสดงขณะกำลังตรวจหัวใจด้วยเครื่องผ่านทางผนังทรวงอกด้านหน้า



หลักการทำงาน
          คลื่นเสียงความถี่สูงจะถูกส่งผ่านออกจากหัวตรวจที่เราเรียกว่า transducer ส่งไปที่หัวใจ ทำให้เกิดคลื่นเสียงสะท้อนกลับ เรียกว่า echo และระยะเวลา ที่ใช้ในการเดินทางของคลื่นเสียงสะท้อนกลับ จะแปรเปลี่ยนตามระยะทางที่ใช้ซึ่งก็คือ ระยะห่างของโครงสร้าง ต่างๆใน หัวใจ นั่นเอง แล้วคอมพิวเตอร์ในเครื่องจะทำการประมวลผลแปลสัญญาณออกมาเป็นภาพ
          ความถี่ที่ใช้ในการทำส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงประมาณ 2-10 MHz แต่ที่ใช้บ่อยที่สุดคือประมาณ 2.5-5MHz ซึ่งจะเห็นว่าเป็นย่านความถี่สูงกว่าความถี่เสียงที่คนเราได้ยินคือ 2-18KHz
           การใช้ความถี่ต่างกัน จะมีผลต่อความละเอียดของภาพและความสามารถในการส่งผ่านทะลุเข้าไปในเนื้อเยื่อ กล่าวคือ
คลื่นความถี่ที่สูงกว่าจะให้ความละเอียดของภาพได้มากกว่า แต่ความสามารถในการทะลุเข้าเนื้อเยื่อจะได้น้อยกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้าใช้คลื่นความถี่ 5MHz จะสามารถเห็นรายละเอียดของภาพได้ถึง 2มิลลิเมตร ขณะที่คลื่นความถี่ 3MHz จะเห็นรายละเอียด ของภาพ ได้ในระดับ 3มิลลิเมตร แต่ขณะเดียวกันถ้าผู้ป่วยที่มีลักษณะอ้วนหรือตัวใหญ่           คลื่นที่มีความถี่สูงซึ่งทะลุเข้าเนี้อเยื่อได้น้อยกว่าคลื่นความถี่ต่ำกว่าก็อาจจะไม่สามารถมองเห็นภาพบางส่วนที่อยู่ลึกๆได้


ประโยชน์ของการตรวจ
         ทำให้ได้ข้อมูลขนาดของหัวใจห้องต่างๆ วัดเปอร์เซนต์การบีบตัวของหัวใจ วัดความเร็วและแรงดันที่จุดต่างๆในหัวใจ
สามารถตรวจวิเคราะห์ โรคหัวใจชนิดต่างๆ ได้แก่
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด กล้ามเนื้อห้วใจตายพร้อมสามารถบอกตำแหน่งของส่วนกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายได้ รวมทั้งสามารถ วัดแรงบีบตัว ของหัวใจได้ตลอดจนหน้าที่การคลายตัวของหัวใจ
โรคลิ้นหัวใจผิดปกติทั้งชนิดลิ้นหัวใจรั่วและตีบซึ่งสามารถบอกความรุแรง ของการตีบและรั่วได้ ซึ่งจำเป็นอย่างมาก ในการใช้ประเมิน ความรุนแรงก่อนพิจารณา ทำการผ่าตัดในรายที่เป็นมาก ทั้งสามารถบอกสาเหตุของโรคลิ้นหัวใจ บางชนิดได้
โรคที่เกี่ยวกับเยี่อหุ้มหัวใจ เช่น เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบเรื้อรัง ภาวะน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ ซึ่งนอกจากจะใช้บอกความรุนแรงของโรคแล้ว ยังมีส่วน สำคัญในการบอกตำแหน่งที่จะใช้เจาะดูดน้ำออก ทำให้สามารถใช้เป็นทั้งการวินิจฉัยโดยส่งน้ำที่ดูดได้ไปวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ และใช้เป็นการรักษาในรายที่มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มหัวใจเป็นจำนวนมากมีการบีบรัดการทำงานของหัวใจ
นอกจากนี้ การตรวจด้วยเครื่องมือนี้ ยังสามารถ ใช้ประเมินอัตราเสี่ยงของผู้ป่วยโรคหัวใจ ในกรณีที่จำเป็น ต้องเข้ารับการผ่าตัดโรค ที่เกี่ยวกับอวัยวะอื่น ที่ไม่ใข่หัวใจด้วย


ภาพที่ได้จากเครื่องตรวจ
จะแบ่งออกเป็น 3 แบบใหญ่ๆคือ
1. ภาพหนึ่งมิติ เราเรียกว่า M-mode ซึ่งเป็นการเห็นภาพเฉพาะในแนวลึกเท่านั้น ไม่เห็นภาพในแนวกว้าง ภาพที่ได้จะเหมือนการมองหัวใจผ่านร่องเล็กๆ ลักษณะเหมือนการมองลอดผ่านร่องบานพับประตู เมื่อนำภาพมาต่อกันในระยะเวลาต่างๆกันที่หัวใจกำลังเต้นก็จะเกิดเป็นภาพต่อเนื่องได้ ประโยชน์นำมาใช้สำหรับวัดระยะทางต่างๆในหัวใจ รวมทั้งขนาดส่วนต่างๆของห้องหัวใจ
คลิกเพื่อขยายรูป    ตัวอย่างภาพที่ได้จาก M-mode
2. ภาพสองมิติ เราเรียกว่า 2D mode = 2 dimension mode เป็นการเห็นภาพสองมิติทั้งในแนวลึกและแนวกว้าง และที่สำคัญสามารถเห็นหัวใจขณะกำลังเต้นอยู่ รวมทั้งเห็นการปิดเปิดของลิ้นหัวใจต่างๆด้วย จึงมีประโยชน์อย่างมากในการดูการเคลื่อนไหวของส่วนต่างๆในหัวใจ และเห็นก้อนที่ผิดปกติในหัวใจ 2D mode นี้ถือเป็นภาพหลักในการตรวจหัวใจด้วยเครื่องชนิดนี้
คลิกเพื่อขยายรูป      ตัวอย่างภาพที่ได้จา 2D-mode
3. ภาพคลื่นเสียง เราเรียกว่า Doppler mode เป็นการดูลักษณะรูปร่างและขนาดของคลื่นเสียงที่ผ่านจุดต่างๆในหัวใจ ซึ่งมีประโยชน์ใช้ในการประเมินความรุนแรงของภาวะลิ้นหัวใจตีบและรั่ว และคำนวณความดันของหัวใจ ณ จุดต่างๆ นอกจากนี้เครื่องยังสามารถประมวลข้อมูลที่ได้จากคลื่นเสียงสะท้อนแปลเปลี่ยนเป็นภาพสีของเลือดที่ไหลผ่านในหัวใจ เราเรียกว่า color Doppler
คลิกเพื่อขยายรูป      ตัวอย่างภาพที่ได้จาก Doppler mode

คลิกเพื่อขยายรูป     ตัวอย่างภาพที่ได้จาก color Doppler


ชนิดของเครื่องตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง
การตรวจด้วยวิธีนี้มี 2 แบบคือ
1. การตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า เราเรียกว่า Transthoracic echocardiography(TTE) เป็นการตรวจปกติที่ใช้กันอยู่
2. การตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร เราเรียกว่า Transesophygeal echocardiography(TEE) เป็นการตรวจเฉพาะราย ใช้เฉพาะกรณีที่เราต้องการเห็นรายละเอียดบริเวณหัวใจด้านหลังชัดเจนขึ้น เช่น กรณีสงสัยก้อนลิ่มเลือดในหัวใจห้องบนซ้าย, กรณีสงสัยโรคผนังหัวใจห้องบนรั่วแต่กำเนิด


ข้อห้ามในการตรวจ
กรณีการตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า (Transthoracic echocardiography) ไม่มีข้อห้ามในการตรวจ
กรณีการตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร ( Transesophygeal echocardiography) มีข้อห้ามสำหรับ โรคต่อไปนี้ ที่ไม่สามารถตรวจ ด้วยวิธีนี้ได้ คือ
1. ภาวะหลอดอาหารตีบตันหรือมีมะเร็งหลอดอาหาร
2. มีแผลในหลอดอาหารหรือมีภาวะเลือดออกในหลอดอาหาร หรือมีเส้นเลือดโป่งพองในหลอดอาหาร
3. เป็นโรคที่เรียกว่า Zenker’s diverticulum
4. ผู้เข้ารับการตรวจไม่ร่วมมือ หรือมีสภาพจิตผิดปกติที่มีผลต่อความร่วมมือในการตรวจ
5. มีประวัติกลืนอาหารลำบาก หรือเจ็บเวลากลืนอาหาร ซึ่งต้องหาสาเหตุก่อนเข้ารับการตรวจ


การเตรียมตัวก่อนการตรวจและการดูแลหลังการตรวจ
กรณีตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า
    - ไม่ต้องงดน้ำและอาหารมาก่อนการตรวจ
    - ผู้รับการตรวจควรสวมเสื้อผ้าที่สามารถถอดหรือเปิดบริเวณหน้าอกได้ง่ายเพื่อสะดวกในการตรวจ      (ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะให้ถอดเสื้อและเสื้อชั้นในออก และใส่เสื้อคลุมที่จัดเตรียมให้แทน)
    - การตรวจใช้เวลาประมาณ 30 นาที
กรณีตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร
    - งดน้ำและอาหาร อย่างน้อย 6 ชม.ก่อนการตรวจ เพื่อป้องกันการอาเจียนและสำลักขณะส่องกล้อง
    - อาจจะรับประทานยาด้วยน้ำเปล่าเล็กน้อยก่อนการตรวจได้ ถ้าแพทย์ไม่ได้สั่งห้าม
    - กรณีมีประวัติแพ้ยา ต้องบอกแพทย์ให้ทราบก่อน เพราะขณะตรวจแพทย์จะต้องให้อมยาชาและพ่นยาชาประเภท xylocaine
    - กรณีมีปํญหาโรคที่เกี่ยวกับหลอดอาหาร ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อประเมินความพร้อมและความเสี่ยงก่อนการทำ
    - ถ้ามีฟันปลอมต้องถอดออกก่อนทำการตรวจ
    - การตรวจใช้เวลาอมและพ่นยาชาประมาณ 15 นาที และเวลาตรวจอีกประมาณ 30 นาที
    - หลังการตรวจผู้เข้ารับการตรวจจะสามารถรับประทานอาหารและน้ำได้ต่อเมื่อ สามารถกลืนน้ำลายได้ตามปกติหลังหมดฤทธิ์ ยาชาแล้ว ประมาณ 1-2 ชม.หลังการตรวจ และควรเริ่มจิบน้ำดูก่อน เพื่อดูว่ามีการสำลักหรือไม่ และหลังการตรวจ อาจรู้สึกระคายคอ เล็กน้อย ถ้ามีอาการปวดรุนแรงหรือมีไข้ขึ้นควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที


ขั้นตอนการตรวจ
กรณีตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า
- แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนบนเตียงราบ ตะแคงไปด้านซ้ายเล็กน้อยมือซ้ายพาดขึ้นบน และเปิดส่วนของเสื้อผ้าบริเวณหน้าอกออก
- เจ้าหน้าที่จะทำการติดแผ่นขั้วคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 3 จุดบริเวณ ไหล่ 2 ข้าง และบริเวณท้องอีก 1 จุด
- แพทย์จะเริ่มทำการตรวจโดยใช้เจลใสป้ายบริเวณหน้าอก และใช้หัวตรวจซึ่งไม่มีความแหลมกดบริเวณหน้าอกและขยับไปมา ตามตำแหน่งที่ต้องการให้เห็นภาพ และขณะตรวจแพทย์จะปล่อยสัญญาณคลื่นเสียงในจุดต่างๆในหัวใจ ซึ่งจะได้ยินเสียงดังฟู่ๆ ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ
กรณีตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร
- ขั้นแรกหลังจากมีการเตรียมความพร้อมก่อนการตรวจดังกล่าวข้างต้นแล้ว แพทย์จะให้อมยาชา และพ่นยาชา เหมือนขั้นการส่องกล้องกระเพาะอาหาร
- เจ้าหน้าที่จะทำการติดแผ่นขั้วคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 3 จุดบริเวณ ไหล่ 2 ข้าง และบริเวณท้องอีก 1 จุด และแพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนตะแคงซ้ายก้มศีรษะลง และเริ่มใส่กล้องตรวจซึ่งเคลือบด้วยเจลหล่อลื่นผ่านปากเข้าไปในหลอดอาหารซึ่งอยู่ด้านหลังของหัวใจ
- ขณะตรวจแพทย์จะมีการหมุนหัวตรวจในตำแหน่งต่างๆ รวมทั้งมีการเลื่อนขึ้นลงของกล้องตรวจ เพื่อดูหัวใจตำแหน่งต่างๆ


ความปลอดภัยจากการตรวจ
การตรวจผ่านผนังทรวงอกด้านหน้า ไม่มีอันตรายต่อผู้รับการตรวจ
การตรวจผ่านกล้องตรวจในหลอดอาหาร
      วิธีนี้ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการตรวจได้แต่พบน้อย เช่น
           ผู้ป่วยบางรายอาจจะรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวกขณะตรวจ
           บางรายอาจมีจังหวะหัวใจเต้นผิดปกติได้
           อาจมีเลือดออกปนมากับน้ำลายได้เล็กน้อยขณะตรวจ
           อาจเกิดภาวะหลอดลมหดเกร็งตัวชั่วคราวได้


เทคโนโลยีใหม่ๆของเครื่องตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง
- เครื่องตรวจแบบสามมิติ(3D Echocardiography) โดยใช้เทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ทำให้สามารถประมวลภาพที่ได้จาก 2D mode มาสร้างเป็นภาพสามมิติ นั่นคือเห็นภาพทั้งความลึก ความกว้างและความยาวได้ และขณะนี้มีเครื่องรุ่นใหม่ๆที่พัฒนาจน สามารถเห็นภาพสามมิติของหัวใจที่เคลื่อนไหวได้ เรียกว่า 4D imaging แต่ปัจจุบันยังไม่มีใช้ทั่วไป เนื่องจากเครื่องมีราคาแพง และการทำใช้เวลานานกว่าปกติมาก
                        แสดงภาพลิ้นหัวใจเอออร์ติค

       ภาพสองมิติ(2D)                     ภาพสามมิติ(3D)(คลิกเพื่อขยายภาพ)
       ด่วน!!!ต้องการดูภาพ 4D imaging(แสดงลิ้นหัวใจเอออร์ติคกำลังเปิดปิด) คลิกที่นี่ครับ....(177kB)

- Harmonic imaging เป็นเทคโนโลยีใหม่ของเครื่องตรวจ ที่ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น โดยมีการใช้พลังงานที่ความถี่ต่ำ(1.6-2.0MHz) และมีการปล่อยคืนพลังงานที่ความถี่สูงขึ้น(3.0-4.0MHz) และทำให้ทะลุผ่านเนื้อเยื่อได้ดีขึ้น

(1888)2007-12-25 02:34:43
Untitled Document
  หน้าแรก เกี่ยวกับเรา บทความการดูแลหัวใจ เว็บบอร์ด การบริการ ดาวน์โหลด วารสาร ติดต่อเรา
Creative by nut2u
ลงประกาศฟรี ลงโฆษณาฟรี .